ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ล่าสุด Xi jinping ผู้นำของจีน เข้าร่วมประชุมในงานกำหนดนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศหนึ่งในสุนทรพจน์ที่ถูกจับตามองอย่างมากก็คือการที่ ผู้นำของจีน กล่าวสนับสนุนงานวิจัยพื้นฐานพร้อมเพิ่มงบประมาณวิจัยพื้นฐานประจำปี 2026-2027 อีก 16-17% เพื่อสนับสนุนการวิจัยของประเทศ

    คำพูดดังกล่าวแม้จะเป็นเรื่องพูดถึงนโยบายด้านวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของประเทศ แต่ผมมองว่าการประกาศดังกล่าวคือการส่งสัญญาณถึงอเมริกาโดยตรงว่า จีนพร้อมแซงสหรัฐฯในทุกด้าน หากรัฐบาลสหรัฐฯภายใต้การบริหารงานของประธานาธิปดี โดนัลน์ ทรัมป์ ที่เมื่อปี 2025 ที่ผ่านมาวงการวิทยาศาสตร์ของสหรัฐอเมริกามีความวุ่นวายในหลายด้านจากการที่ทรัมป์เข้ามาแทรกแซงงานวิจัย การเปลี่ยนผลงานวิจัยเพื่อสนับสนุนแนวคิดของตนเองโดยไม่มีการตรวจสอบการเผยแพร่ การเสนอตัดงบวิจัยพื้นฐานลงกว่า 30%

    แม้ว่ารายงานจากรัฐสภาสหรัฐฯ(แผนก CBO) ที่รายงานว่าทุก 1 ดอลลาร์ที่ลงวิจัยพื้นฐานให้ผลตอบแทน 5-20 ดอลลาร์ ในทางเศรษฐกิจ

    แม้บางคนบอกว่ารายงานดังกล่าวเชื่อถือได้หรือเปล่า ทุกครั้งที่ผมลงเกี่ยวกับงานวิจัยพื้นฐานมันก็จะมีคนมาพูดว่า

    “เป็นสายนักวิชาการหรอถึงห่วงจังเรื่องงานวิจัยพื้นฐาน”

    “ ทำไมต้องลงทุนวิจัยพื้นฐานด้วย ลงทุนกับสิ่งที่ใช้ได้ก่อนดีกว่าไหม”

    ผมอยากจะบอกว่าความคิดดังกล่าวเป็นความคิดที่ทำลายความก้าวหน้าของนวัตกรรมและเทคโนโลยี 

    เราลองนึกภาพตามทุกวันนี้เรามีโทรศัพท์ใช้ มีการแพทย์ที่ก้าวหน้ากว่าเมื่อก่อน  การวิจัยฟิสิกส์แสงนำมาสู่การพัฒนาสายเคเบิลที่ส่งข้อมูลกัน สร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาล โครงการอพอลโล แม้จะมีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์คือการพามนุษย์ไปดวงจันทร์แต่โครงการดังกล่าวก็กลายเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาด้านวัสดุศาสตร์และการพัฒนาด้านคอมพิวเตอร์ทำให้เราสามารถหาข้อมูลได้อย่างง่ายดายบนอินเตอร์เน็ต การวิจัยด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์และการพัฒนาระบบ TCP/IP ของ DARPA ที่เป็นรากฐานของเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตยุคปัจจุบันนำไปสู่การพัฒนาระบบ WWW ของ CERN ทำให้ทั่วโลกเชื่อมต่อกันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนกำเนิดอุตสาหกรรมใหม่มากมายเช่น อุตสาหกรรมค้าปลีกออนไลน์ อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซ อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์

    ซึ่งสิ่งเหล่านี้เอง มันก็ต้องการบุคลากรที่มีคุณภาพสูงและมีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ดีในการเข้ามาพัฒนาแล้วใครที่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ดีหรือมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์จริงล่ะ  ก็คือคนที่เรียนด้านนี้มาโดยตรงหรือคนที่เคยทำวิจัยด้านนี้ในระดับรากฐานมาก่อนจนมองเห็นภาพในการเอาไปประยุกต์ ในอเมริกางานวิจัยพื้นฐานกับงานวิจัยประยุกต์บางทีอยู่ในคนคนเดียวกันก็มี หรือจะเรียกได้ว่าเค้าทำตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

    กลับมาที่การแถลงของผู้นำจีนผมมองว่าการแถลงครั้งนี้มีความหมายเชิงยุทธศาสตร์มาก เพราะผู้นำจีนแถลงในช่วงที่สหรัฐกำลังความวุ่นวายด้านงานวิจัยพื้นฐาน ซึ่งมันคือการส่งสัญญาณกายๆว่า หากสหรัฐประมาทหรือละทิ้งจุดเด่นที่ตนเองสั่งสมมา 80 ปีจีนก็พร้อมที่จะนำหน้าสหรัฐแทน

    ผมมองว่าต่อจากนี้การแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างจีนกับสหรัฐจะดุเดือดขึ้นอย่างมากโดยเฉพาะในแง่ของทรัพย์สินทางปัญญาและในแง่ของการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีลึกเช่น Fusion energy , Quantum Computing

    ในสองอุตสาหกรรมนี้กำลังขาดแคลนบุคลากรหนัก

    และนี่อีกแง่หนึ่งหากใครเคยอ่านบทความวิจัยพื้นฐานของผมผมมักจะพูดอยู่เสมอว่างานวิจัยพื้นฐานสำคัญต่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับสูง ไม่ใช่เพียงแค่สองอุตสาหกรรมที่ผมกล่าวถึงเพียงอย่างเดียวแต่ยังรวมไปถึงพวก ปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีชีวภาพ อวกาศ

    
    การแถลงของผู้นำจีนคือการบอกทางอ้อมว่าฉันจะไม่ยอมเดินตามเกมของอเมริกาอีกต่อไปเราจะสร้างบุคลากรและฐานความรู้ที่แข็งแรงเพื่อให้เราเป็นอิสระจากอเมริกาให้มากที่สุด

    https://www.facebook.com/share/p/1BWDAhTtuL/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทรัมป์บอกจ่อดีลจบศึก แต่อีกฟาก ทัพยิวยิงใส่เบรุตครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าช่วง "หยุดยิง"‼️‼️ ซึ่ง "หยุดยิง" คู่อิสราเอล-เลบานอนยังใช่ไม่ใช่เงื่อนไขพ่วงสำหรับคู่อเมริกา-อิหร่าน❓⚠️❓ รึยิวต้องการจะสับทิ้ง! ไม่ให้เกิดดีล!

    แหม ทรัมป์แถลงระรื่น บอกว่า 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา คุยกับอิหร่านไปได้สวย และเป็นไปได้สูงมากที่จะดีลกัน ... เอ่อ ท่านประธานาธิบดีไปกินอะไรมา อารมณ์ดี๊ดี
    และทางทรัมป์ก็ไม่ได้เร่งรัดอะไร ให้เวลาอิหร่านเท่าไหร่ก็เท่ากัน ไม่ตีกรอบ

    ขณะนี้ ข้อเสนอของอเมริกาอยู่ในมือฝั่งอิหร่านแล้ว โปรดพิจารณาตามสบาย
    (ด้วยแนวทาง จะส่งข้อเสนอกลับไปกลับมา ปรับแก้กันไปกันมา)

    สื่อพากันประโคมไปในทางเดียวกัน ส่อจบ
    เร็วๆ นี้!

    ซึ่งพอเรื่องซาๆ ก็คล้ายเนียนๆ จะเลือนๆ กันไปหมด สำหรับ "ข้อแม้" ที่อีกคู่ต้องหยุดยิงด้วย ... แล้วตอนนี้ละเมิดไม่ละเมิดล่ะ?????
    ต้องย้ำอีกทีว่าคู่อิสราเอล-เลบานอน หยุดยิงไม่รวมทางใต้ของเลบานอน สมรภูมินี้ยังยกเว้นให้มีอยู่ เชิญรบเลยจ้า แต่ปรามแล้ว ทัพยิวอย่าซ่ายิงไปถึงเมืองหลวงของเลบานอนละกัน ใต้คือใต้ จำกัดแค่ที่ทางใต้

    ล่าสุด ทัพยิวยิงไปเบรุตแล้ว
    ต้องการอะไรจากสังคม?
    หรือต้องการทำลายเงื่อนไขที่ทำให้อีกคู่ดีลได้!!!!!

    (หมายเหตุ อเมริกาเพิ่งแจ้งรายละเอียดความคืบหน้าของการเจรจาให้เนทันยาฮูทราบ แล้วถัดจากนั้นไม่ทันไร ยิวก็ซัดเลย!)

    ก็ไม่รู้ล่ะ ถึงข่าวจะเงียบๆ ไป แต่อยากย้ำและย้ำอีกว่า ที่ผ่านมาทัพยิวโจมตีทางใต้ของเลบานอนตลอด (ไม่ผิด ไม่ละเมิดดีล) และทัพยิวก็โจมตีทั่วกาซาตลอด (ผิดไม่ผิด ก็คล้ายหลายฝ่ายเพิกเฉยไปแล้ว ...)
    แต่ละวัน แต่ละวัน มีชีวิตที่สูญเสียเนืองๆ
    ใครทวงความเป็นธรรมให้ ?

    ช่างเถิด (ช่างได้หรือ?)
    ตัดกลับมาที่คู่อเมริกา-อิหร่าน ก็คงจำเป็นต้องลืมๆ เรื่องที่เลบานอน (หรือรวมถึงเรื่องที่กาซา) ไปก่อน
    ไม่งั้นมันเดินหน้าไม่ได้
    โฟกัสที่อเมริกา-อิหร่านเท่านั้นก่อน
    ซึ่งท่าทางก็คล้ายๆ จะยอมๆ กันไปได้จริงๆ ... ถ้าไม่พลิก

    ซึ่งทรัมป์ก็เคยพูดว่าใกล้จบอย่างงี้ หลายทีแล้ว ...
    แต่ครั้งนี้อาจต่างไปก็ได้ (มั้ง)
    อิหร่านก็มีท่าทีอ่อนๆ ลงเช่นกัน
    (ซึ่งก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องตอบรับข้อเสนอที่แก้มานี้โดยทันที ก็อาจมีแก้กลับไปกลับมาอีกนิด)

    อ้อ ขณะเดียวกัน ทรัมป์ไม่มีขาดตกบกพร่องหรือย่อหย่อนในการงานใด เก็บทุกเม็ด! ล่าสุดเพิ่งหารือกับบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของอเมริกาอย่าง "เอ็กซอนโมบิล" และ "เชฟรอน" ประเด็นกอบโกยที่เวเนฯ
    (แต่มีคุยเรื่องอนาคคตอิหร่านด้วยหรือไม่ ... ก็มิได้เปิดเผย)

    ก็ ...
    ติดตามต่อไปละกัน

    https://www.aljazeera.com/news/live...deal-with-tehran-possible-israel-bombs-beirut
    https://edition.cnn.com/2026/05/06/world/live-news/iran-war-trump-strait-of-hormuz?t=1778115469000

    https://www.facebook.com/share/1Bd21sfakH/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    กองทุนบำเหน็จบำนาญไต้หวัน ลดการถือครองสินทรัพย์ดอลลาร์ เพื่อกระจายความเสี่ยง
    ..แค่นั้นแหละ ไม่มีอะไรมั้ง ไม่มีใครเคือง

    แหม สื่อใหญ่ของฝรั่งก็เอาข่าวนี้มาเล่น ... ซึ่งก็อย่าไปมองเชิงภูมิรัฐศาสตร์ก็ได้ มามองในแง่การลงทุน การบริหารจัดการพอร์ตฯ ก็พอ ซึ่งก็นับเป็นเรื่องปกติธรรมดาครับ
    จะไปดอลลาร์เยอะๆ ก็ไม่ดี กระจายๆ ไปบ้าง (ซึ่งทางไต้หวันก็ไม่บอกตัวเลขด้วยว่ากระจายออกไปเท่าไหร่)
    https://www.bloomberg.com/news/arti...illion-pension-fund-trims-its-dollar-exposure

    https://www.facebook.com/share/p/1ChXGRBW3c/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    May 7, 2026 อีกรุ่นหนึ่ง! เศรษฐกิจและประชากรของกัมพูชาอาจแซงหน้าไทยใน 75 ปี อดีตประธานหอการค้าอเมริกันแนะผุดมาตรการรักษาอัตราเด็กเกิดใหม่ ทบทวนเกนฑ์ทหารชายหนุ่ม 18 ปี ต้นเหตุฉุดจีดีพีชะลอ

    นายเคซีย์ บาร์เน็ตต์ อดีตประธานหอการค้าอเมริกัน ประเทศกัมพูชา เปิดเผยว่า ภายในปี 2100 หรืออีก 75 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจและประชากรของกัมพูชาอาจขยายตัวแซงประเทศไทย หากรัฐบาลกัมพูชาดำเนินนโยบายที่ถูกต้องในระยะยาว ในปี 2025 ผ่านไป เศรษฐกิจของประเทศไทยเติบโตเเพียง 2.1% ในขณะที่เศรษฐกิจของกัมพูชาเติบโตอย่างน้อย 4.8% ที่สำคัญ ในช่วงระหว่างปี 2015-2025 พบว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพีของกัมพูชาเติบโตเฉลี่ยปีละ 5.5% ในทางตรงกันข้าม เศรษฐกิจประเทศไทยเติบโตเพียงปีละ 2% เท่านั้น เศรษฐกิจของประเทศไทยในภาพรวมยังคงต้องพึ่งพาแรงงานเป็นหลัก

    ในแง่จำนวนประชากร ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรมากกว่ากัมพูชา แต่ช่องว่างด้านประชากรของกัมพูชาเทียบกับไทยกำลังลดลงเรื่อยๆ ในปีที่ผ่านไป ประเทศไทยมีอัตราการเกิดของเด็กทารก 1.2 คน/ผู้หญิง 1 คน แต่กัมพูชามีอัตราการเกิดใหม่ที่ 2.5 คน/ผู้หญิง 1 คน หากกัมพูชายังคงมีอัตราการเกิดของประชากรใหม่ที่ 2.5 ต่อไป จะส่งผลให้กัมพูชาจะมีประชากรมากกว่าประเทศไทยในอีก 75 ปีข้างหน้า

    อย่างไรก็ตาม องค์การสหประชาชาติ คาดการณ์ว่า อัตราการเกิดของประชากรใหม่ของกัมพูชาจะลดลงเหลือ 1.8 ภายในปี 2100 หากเป็นไปตามคาดการณ์นี้ ประเทศกัมพูชาจะล้าหลังไทยไปตลอดกาล ประสบการณ์ในบางประเทศในยุโรป พบว่า เมื่ออัตราการเกิดใหม่ลดลงเหลือ 1.5 จะเป็นการยากที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    อดีตประธานหอการค้าอเมริกัน ประเทศกัมพูชา เสนอมาตรการเชิงนโยบายที่จะช่วยเพิ่มจำนวนประชากร กำลังแรงงาน และเศรษฐกิจกัมพูชาในอนาคต มีดังนี้
    1.มารดาลาคลอดได้ 6 เดือน จากในปัจจุบันลาคลอดได้ 3 เดือน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมสุขภาพและการพัฒนาสมองของเด็กผ่านระยะเวลาการให้นมบุตรยาวนานขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้มาดาอยู่ในกำลังแรงงานต่อไป

    2.การมอบบัตรกำนัลดิจิทัลสำหรับค่าเลี้ยงดูเด็กมูลค่า 100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3,200 บาทให้สำหรับเด็กแรกเกิดทุกคน เดือนละ 1 ใบ และสำหรับเด็กอายุ 13 เดือน ถึง 69 เดือน

    3.การจัดประกันสุขภาพสำหรับการดูแลก่อนคลอด และครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการรักษาภาวะมีบุตรยากเพื่อช่วยให้สตรีตั้งครรภ์ได้

    4.การให้เงินโบนัส 3,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 97,000 บาท ให้แก่คู่รักที่มีลูกคนที่ 3 และ 4 ขึ้นไป

    5.ทบทวนการเกณฑ์ทหารภาคบังคับสำหรับชายหนุ่ม เพื่อรักษาระดับการเกิดและกระตุ้นการเติบโต หากชายชาวกัมพูชาอายุ 18 ปีทุกคนต้องเข้ารับราชการทหารเป็นเวลา 2 ปี จะส่งผลให้การเติบโตของจีดีพีประเทศลดลงทันที 0.5% ต่อปี หากมีผู้ชาย 300,000 คนถูกดึงออกจากกำลังแรงงาน ทำให้คนหนุ่มสาวพลาดโอกาสในการศึกษาต่อ นอกจากนี้ ยักรับราชการทหารยังส่งผลให้การแต่งงานล่าช้า

    6.สถานทูตกัมพูชาในต่างประเทศดำเนินงานในการออกหนังสือเดินทางดึงดูดแรงงานที่มีการศึกษาและทักษะสูงจากต่างประเทศ อาจออกวีซ่า 10 ปี และวีซ่าถาวรสำหรับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศพัฒนาแล้วที่ได้รับการคัดเลือก ปัจจุบัน กัมพูชาออกวีซ่ามีอายุเพียง 1 ปี และบางครั้งก็ยากที่จะขอวีซ่าสำหรับคู่สมรส หรือญาติคนอื่น ๆ นอกจากนี้ ยกเลิกโควตาแรงงานสำหรับชาวต่างชาติที่จัดตั้งธุรกิจในประเทศที่มีพนักงานน้อยกว่า 20 คน
    #กัมพูชา #เขมร #จีดีพี #ไทย #BTimes

    https://www.facebook.com/share/14ZAhJvDfY8/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เคราะห์ซ้ำเอสเอ็มอีไทย กว่า 22% ขึ้นราคาขายสินค้าไม่ได้
    เอสเอ็มอีไทยเกิน 20% เสี่ยงสูงบอกลากิจการในกลางปี 69 เกือบ 60% ธุรกิจมีลมหายใจไม่เกิน 6 เดือน BTimes

    May 5, 2026 จะรอดมั้ย! สโตรกเอสเอ็มอีไทย เกิน 20% เสี่ยงสูงบอกลากิจการในกลางปี 69 เกือบ 60% ธุรกิจมีลมหายใจไม่เกิน 6 เดือน เคราะห์ซ้ำกว่า 22% เอสเอ็มอีไทยขึ้นราคาขายสินค้าไม่ได้

    สํานักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. เปิดเผยผลสำรวจธุรกิจเอสเอ็มอีในไทย พบว่า กว่าหนึ่งในห้า หรือกว่า 21.3% ของเอสเอ็มอีไทย มีความเสี่ยงสูงที่จะปิดตัวลงอย่างถาวรภายใน 90 วันข้างหน้า สาเหตุจากภาวะวิกฤตสภาพคล่องอย่างรุนแรง และรูปแบบธุรกิจที่สั้นลงอย่างรวดเร็ว 21.3% คาดว่าจะอยู่รอดได้น้อยกว่า 3 เดือน มี 59.1% ประเมินช่วงเวลาการอยู่รอด 3–6 เดือน อีก 15.1% สามารถทนได้ 7–12 เดือน และมีเพียง 4.5% เท่านั้นที่มีเงินทุนอยู่ได้นานกว่า 1 ปี

    ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนถึงความเปราะบางที่น่ากังวลในโครงสร้างทางการเงินของเอสเอ็มอี หรือเงินสดสํารองของธุรกิจเหล่านี้ กำลังนำไปสู่วิกฤตการปิดกิจการที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ

    กับดักราคากลายเป็นปัจจัยลบของธุรกิจเอสเอ็มอี ในขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบ และค่าสาธารณูปโภคพุ่งสูงขึ้น กําลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอลง ทําให้เจ้าของธุรกิจไม่สามารถส่งต่อค่าใช้จ่ายเหล่านี้ต่อสาธารณชนได้ สะท้อนจากผลสำรวจ พบว่า มากกว่า 22% ของเอสเอ็มอี ยอมรับว่าไม่สามารถขึ้นราคาได้เลย ในขณะที่ 48.3% สามารถจัดการการปรับส่วนเพิ่มได้เท่านั้น

    ทั้งนี้ ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงเจ้าของกิจการเอสเอ็มอีต้องเข้าสู่ตลาดเงินทุนสีเทา ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อยกู้เงินด้วยอัตรากู้ดอกเบี้ยสูงมากจากอัตราดอกเบี้ยปกติในระบบธนาคาร ทําให้วงจรของหนี้ครัวเรือนและหนี้ที่ค้างชําระมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นอุปสรรคสูงมากในการเข้าสู่สินเชื่อของธนาคารอย่างเป็นทางการ
    #เอสเอ็มอี #ปิดกิจการ #เลิกกิจการ #BTimes

    https://www.facebook.com/share/p/17ZY4CTUk4/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ล่อกันเองแล้ว !!
    แม่ค้าเขมรขายทุเรียน
    ลักลอบนำเข้าจากไทย
    โดนชี้เป้าให้ตำรวจจับกุม
    สืบไปสืบมาคนแจ้งเบาะแส
    คือลูกหนี้ที่ติดเงินเขาอยู่ 3 หมื่น
    แจ้งจับเพราะอยากล้างหนี้
    ทำทีโทรไปขอรับซื้อทุเรียน
    มาขายต่ออีกทอด
    แล้วแอบอัดคลิปเสียงไว้
    อีกฝั่งพูดชัดนำเข้าจากไทยวันละตัน
    ลอบขนเข้าลำบากมาก
    อ้างของไทยมันอร่อย
    ใครก็อยากกิน
    สุดท้ายมีเรื่องโป๊ะ-พีคซ้ำอีก ??
    (ชมคลิป)

    ชมคลิป



    ชมคลิป https://www.facebook.com/share/v/1XuaZstBeA/
    https://www.facebook.com/share/18LT1QRoaP/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    แถลงการณ์ด่วนจากสภา ของกัมพูชาโดย กัมพูชาจะยอมรับในการไกล่เกลี่ยภายใต้อนุสัญญาของ UNCLOS ทางทะเลกับไทย-กัมพูชา
    แต่ !!!! ต้องอยู่ภายใต้ มาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาที่บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า
    .
    " มาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาระบุไว้อย่างชัดเจนว่า บูรณภาพแห่ง ดินแดนของราชอาณาจักรกัมพูชานั้นไม่อาจละเมิดได้ภายในพรมแดนที่กำหนดไว้ในแผนที่ซึ่ง เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ดังนั้น การนำกลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศมาใช้ในการกำหนดเขตแดนจึง สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าต่อสันติภาพ การเจรจา หลักนิติธรรม และการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติภายใต้กฎหมายและระเบียบระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาคมระหว่างประเทศ
    .
    ภายใต้ข้อกำหนด นี้
    สภาที่ปรึกษาด้านรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาให้การสนับสนุนและเชื่อมั่นอย่าง ยิ่งในรัฐบาลกัมพูชาในการปกป้องรัฐธรรมนูญและเดินหน้าสู่การแก้ไขปัญหาพรมแดน ปกป้องบูรณภาพ แห่งดินแดน ปกป้องประเทศชาติและมาตุภูมิ โดยยึดมั่นในหลักการสันติภาพและความปรองดอง ภายใต้กลไกของ กฎหมายภายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศที่บังคับใช้
    มาจักร
    FB_IMG_1778145828466.jpg FB_IMG_1778145909301.jpg
    อ้างอิงจากนักข่าว กัมพูชาและรัฐสภาคำแปล เอกสารในคอมเม้น

    #beemnews

    https://www.facebook.com/share/1GLMneNvaV/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    กัมพูชา ไม่ได้ยอมรับ MOU 44 หรือ UNCLOS หริอกครับ ที่กัมพูชายอมรับ มีแต่แผนที่ แบ่งเขตแดนที่กัมพูชาลากขึ้นมาเท่านั้น ซึ่งที่กัมพูชายอมรับ MOU 44 กัมพูชา เพราะแผนที่ ที่อยู่ด้านหลัง MOU 44
    FB_IMG_1778145828466.jpg
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทฤษฎีสมคบคิด: เมื่อ UAE อาจเหลือแค่ 2 รัฐ? เจาะรอยร้าว "อาบูดาบี-ดูไบ" กับข่าวลือการแยกตัวของรัฐชาร์จาห์
    FB_IMG_1778146649163.jpg
    ช่วงปลายเมษายน - พฤษภาคม 2569 บนโลก TikTok และ X (Twitter) มีการแชร์แผนที่ใหม่ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ที่ตัดรัฐ ชาร์จาห์ (Sharjah) และรัฐทางตอนเหนือออกไป จนเหลือเพียงอาบูดีบีและดูไบ แม้จะยังเป็นเพียง "มีม" หรือข่าวลือ แต่เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังกลับสะท้อนเกมการเมืองที่ดุเดือดกว่าที่คิด

    ทำไมข่าวลือนี้ถึง "ดูน่าเชื่อถือ"? (The Pro-Theory)
    ศึกสายเลือด UAE-Saudi: ความสัมพันธ์ระหว่างอาบูดาบีและริยาดมาถึงจุดต่ำสุด หลัง UAE ประกาศถอนตัวจาก OPEC (มีผล 1 พฤษภาคม 2026) แถมยังมีนโยบายหักลำกันในเยเมนและซูดาน จนมีการลือว่าซาอุฯ อาจใช้กลยุทธ์ "แบ่งแยกและปกครอง" หนุนรัฐเล็กๆ ให้แยกตัว

    ชาร์จาห์: รัฐที่ "ต่าง" อย่างสิ้นเชิง: รัฐชาร์จาห์มีความ Conservative สูง (ห้ามแอลกอฮอล์เด็ดขาด) และมีจุดยืนหนุนปาเลสไตน์เข้มข้น ซึ่งสวนทางกับนโยบายเปิดกว้างและข้อตกลง Abraham Accords (การคืนดีกับอิสราเอล) ของอาบูดาบี

    ประวัติศาสตร์ "สหพันธ์ที่เพิ่งรวม": UAE เพิ่งรวมตัวกันในปี 1971 โดยเดิมทีแต่ละรัฐคือ "รัฐในอารักขา" ที่แยกขาดจากกัน ซาอุฯ เองมีความสัมพันธ์พิเศษกับรัฐเล็กๆ เหล่านี้มาตั้งแต่อดีต และเคยปฏิบัติกับแต่ละรัฐแบบแยกส่วนก่อนจะยอมรับ UAE ในปี 1974

    ความเหลื่อมล้ำของตัวเลข :

    พื้นที่: อาบูดีบีคุมพื้นที่ 87% ของประเทศ
    เศรษฐกิจ : ชาร์จาห์มี GDP เพียง 56 พันล้าน USD (เน้นวัฒนธรรม/การศึกษา) ขณะที่อาบูดีบีมีสูงถึง 219 พันล้าน USD

    จุดตายทางภูมิศาสตร์ : หากชาร์จาห์และรัฐตอนเหนือแยกตัว UAE จะเสียทางออกฝั่ง "อ่าวโอมาน" ทันที และจะถูกล็อกให้ออกสู่ทะเลได้ทางเดียวคือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเสี่ยงต่อความมั่นคงอย่างมหาศาล

    ️ ทำไมเรื่องนี้ยังเป็นแค่ "มีม"? (The Anti-Theory)

    รัฐธรรมนูญสั่งห้าม: มาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญ UAE ระบุชัดเจนว่าห้ามการแยกตัวหรือโอนดินแดนเด็ดขาด กองทัพทั้งหมดขึ้นตรงต่อส่วนกลาง การแยกตัวในทางปฏิบัติทำได้ยากมาก

    ตัดกันไม่ขาด: ระบบสาธารณูปโภค โลจิสติกส์ และเศรษฐกิจของชาร์จาห์ผูกติดกับดูไบและอาบูดาบีจนเป็นเนื้อเดียวกัน หากแยกตัวออกไป เศรษฐกิจของรัฐเล็กๆ จะพังทลายทันที

    คำยืนยันจากผู้นำ: Sheikh Sultan เจ้าผู้ครองรัฐชาร์จาห์ ยืนยันความมุ่งมั่นต่อความเป็นปึกแผ่นของสหพันธ์มาโดยตลอด และไม่มีสื่อหลักอย่าง Reuters หรือ Al Jazeera รายงานความเคลื่อนไหวนี้เลย

    ข่าวลือที่ถูกสร้างขึ้น (Engineered Rumors): นักวิเคราะห์มองว่าเป็น IO หรือสงครามข้อมูลข่าวสารในช่วงที่ UAE กับซาอุฯ มีปัญหากัน เพื่อสร้างความปั่นป่วนภายใน

    บทสรุปและมุมมองภูมิรัฐศาสตร์

    ทฤษฎี "UAE เหลือ 2 รัฐ" คือกระจกสะท้อน "ความร้าวรานจริง" ในตะวันออกกลาง ระหว่าง วิสัยทัศน์ของซาอุฯ (ที่เน้นความเป็นหนึ่งเดียวของโลกอาหรับ) กับ วิสัยทัศน์ของอาบูดาบี (ที่เน้นการเป็นพันธมิตรกับมหาอำนาจใหม่อย่างอิสราเอลและอินเดีย)
    แม้การแยกตัวจะยังไม่เกิดขึ้นจริงในวันนี้ แต่แรงกดดันจากคนในพื้นที่ที่มีความเชื่อต่างกัน (Conservative vs Pragmatic) คือสิ่งที่รัฐบาลกลาง UAE มองข้ามไม่ได้ เพราะหากความขัดแย้งกับซาอุฯ ลุกลาม มันอาจกลายเป็นเชื้อไฟที่จุดให้ทฤษฎีสมคบคิดนี้มีน้ำหนักขึ้นมาในอนาคต

    ชวนคุยกันต่อครับ:

    คุณคิดว่าความต่างทางวัฒนธรรมและศาสนาของ "ชาร์จาห์" จะกลายเป็นจุดอ่อนที่คู่แข่งใช้โจมตีความเป็นปึกแผ่นของ UAE ได้จริงไหม?
    หาก UAE เสียทางออกทะเลฝั่งตะวันออก (อ่าวโอมาน) คุณมองว่าใครจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากเรื่องนี้?

    7 พฤษภาคม 2569 / คัดข่าว - หาดใหญ่

    #ภูมิรัฐศาสตร์ #ตะวันออกกลาง #UAE #SaudiArabia #Sharjah #ความมั่นคงโลก

    https://www.facebook.com/share/p/16meefLKnr/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ความขัดแย้งกับซาอุดิอราเบีย อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้ทรัมป์ต้องระงับแผนปฏิบัติการ Project Freedom

    NBC News รายงานเบื้องลึกอีกประเด็นสำคัญที่ทำให้ทรัมป์ต้องตัดสินใจยุติปฏิบัติการ Project Freedom นั่นคือการคัดค้านจากซาอุดิอราเบีย

    การที่ทรัมป์ประกาศเปิดตัวปฏิบัติการ Project Freedom เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ผ่านมาทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นการตัดสินใจฝ่ายเดียวโดยไม่ได้ปรึกษาพันธมิตรชาติอ่าวอาหรับใดๆ สร้างความไม่พอใจให้กับ MBS อย่างมาก จนซาอุฯ สั่งห้ามเครื่องบินรบสหรัฐฯ บินขึ้นจากฐานทัพอากาศเจ้าชายสุลต่าน (Prince Sultan Airbase) และไม่อนุญาตให้ใช้พื้นทีน่านฟ้าเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการนี้ มีการต่อสายตรงระหว่างทรัมป์กับ MBS แต่ไม่สามารถหาข้อยุติได้ ทำให้ทรัมป์ต้องสั่งหยุดปฏิบัติการชั่วคราวเพื่อรักษาความสัมพันธ์และการเข้าถึงฐานทัพที่จำเป็น มีรายงานด้วยว่ากาตาร์และโอมานต่างยอมรับว่าได้รับการแจ้งล่วงหน้าเพียงเล็กน้อย หรือได้รับแจ้งหลังจากที่ปฏิบัติการเริ่มไปแล้ว

    ท่าทีของซาอุฯนั้นชัดเจนที่มีการรวมกลุ่มกับตุรกี ปากีสถานและอียิปต์ ที่จะให้ความสำคัญกับความพยายามทางการทูตมากกว่า โดยขณะนี้ปากีสถานกำลังเป็นตัวกลางเจรจาระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ เพื่อยุติสงคราม การกระทำที่บุ่มบ่ามทางทหารอาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการสันติภาพ

    "ปัญหาคือทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากในสถานการณ์จริง" แหล่งข่าวชาวซาอุฯ กล่าวถึงการประกาศที่กะทันหันของทรัมป์

    ปล. ท่าทีของซาอุฯ ตรงกันข้ามกับ UAE และอิสราเอลที่สนับสนุนให้สหรัฐเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านอีกรอบ

    https://www.facebook.com/share/p/1BevZeRoRe/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ค่าครองชีพสูง! เงินเฟ้อทั่วไป เดือน เม.ย. 2.89% สูงสุดในรอบ 38 เดือน เหตุน้ำมัน-ค่าเดินทางพุ่ง อาหารจานด่วนแห่ขึ้นราคา
    FB_IMG_1778147075566.jpg FB_IMG_1778147078902.jpg
    ที่มา : นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผอ.สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)

    https://www.facebook.com/share/1EexJQ11Ry/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หน่วยงานกำกับดูแลการเงินของจีนสั่งให้ธนาคารรายใหญ่ระงับการปล่อยกู้ใหม่แก่โรงกลั่นน้ำมัน 5 แห่งที่ถูกสหรัฐขึ้นบัญชีดำจากการซื้อน้ำมันอิหร่าน แม้ก่อนหน้านี้รัฐบาลปักกิ่งเพิ่งประกาศให้บริษัทจีน “ไม่ต้องปฏิบัติตาม” มาตรการคว่ำบาตรของวอชิงตันก็ตาม
    FB_IMG_1778147200153.jpg
    รายงานจาก Bloomberg ระบุว่า สำนักงานบริหารกำกับดูแลการเงินแห่งชาติของจีน (NFRA) ได้แจ้งธนาคารขนาดใหญ่ของประเทศ ก่อนวันหยุดยาวต้นเดือนพฤษภาคม ให้ ระงับการปล่อยสินเชื่อสกุลเงินหยวนใหม่แก่โรงกลั่นที่ถูกสหรัฐคว่ำบาตร พร้อมทั้งให้ตรวจสอบความเสี่ยงและความเกี่ยวข้องทางธุรกิจกับบริษัทเหล่านี้เพิ่มเติม

    อย่างไรก็ตาม คำสั่งดังกล่าวยังไม่ถึงขั้นให้ธนาคารเรียกคืนหนี้เดิมหรือยกเลิกวงเงินเครดิตที่มีอยู่ ทำให้ถูกมองว่าเป็นความพยายามของจีนในการลดแรงกระแทกจาก “มาตรการคว่ำบาตรรอง” ของสหรัฐ มากกว่าจะตัดสัมพันธ์กับธุรกิจน้ำมันอิหร่านโดยตรง

    หนึ่งในบริษัทที่ได้รับผลกระทบคือ Hengli Petrochemical โรงกลั่นเอกชนรายใหญ่ของจีน ซึ่งกระทรวงการคลังสหรัฐกล่าวหาว่าซื้อน้ำมันอิหร่านมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ โดยวอชิงตันมองว่ารายได้จากการส่งออกน้ำมันเป็นเส้นเลือดสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจและกิจกรรมทางทหารของอิหร่าน

    ก่อนหน้านี้ในเดือนเมษายน รัฐบาลสหรัฐเพิ่มแรงกดดันต่อจีนด้วยการเตือนธนาคารจีน 2 แห่งว่า หากพบว่ามีส่วนช่วยประมวลผลธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน อาจถูกลงโทษด้วยมาตรการคว่ำบาตรรอง แม้เจ้าหน้าที่สหรัฐจะไม่ได้เปิดเผยชื่อธนาคารเหล่านั้นก็ตาม

    คือเพียงไม่กี่วันก่อนหน้า กระทรวงพาณิชย์จีนเพิ่งประกาศใช้ “กฎหมายต่อต้านการคว่ำบาตรต่างชาติ” เพื่อสั่งให้บริษัทจีนเพิกเฉยต่อมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐต่อโรงกลั่นเหล่านี้ โดยถือเป็นครั้งแรกที่ปักกิ่งนำมาตรการปิดกั้นดังกล่าวมาใช้จริงนับตั้งแต่กฎหมายนี้ถูกออกในปี 2021

    นักวิเคราะห์มองว่า ท่าทีที่ดูขัดแย้งกันสะท้อน “เกมสมดุล” ของจีน ระหว่างการแสดงจุดยืนต่อต้านแรงกดดันจากสหรัฐ กับการปกป้องธนาคารรัฐขนาดใหญ่ของตนไม่ให้ถูกตัดออกจากระบบการเงินดอลลาร์โลก ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจจีนเองด้วย

    ในอดีต จีนเคยใช้แนวทางลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง โดยแม้รัฐบาลจะวิจารณ์มาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวของสหรัฐอย่างเปิดเผย แต่บริษัทและธนาคารขนาดใหญ่ของจีนมักปฏิบัติอย่างเงียบๆหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากระบบการเงินสหรัฐและการใช้เงินดอลลาร์ในการค้าระหว่างประเทศ

    รายงานยังระบุว่า โรงกลั่นจีนที่ถูกคว่ำบาตรเริ่มเผชิญอุปสรรคในการรับมอบน้ำมันดิบจากต่างประเทศ รวมถึงต้องเปลี่ยนชื่อหรือใช้ช่องทางอื่นในการขายผลิตภัณฑ์น้ำมัน เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการของสหรัฐ

    https://www.facebook.com/share/p/18fNE7y1J9/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ฮอร์มุซกำลังกลายเป็น “ปุ่มรีเซ็ต” ระบบตลาดน้ำมันโลก ฮอร์มุซกับจุดจบของระเบียบตลาดน้ำมันแบบเดิม จากเดิมที่ทุกอย่างหมุนรอบโควตา OPEC และกำลังการผลิตสำรองของไม่กี่ประเทศ มาสู่ยุคที่ภูมิรัฐศาสตร์ เส้นทางเดินเรือ ระบบประกันภัย และดีลทวิภาคีในเอเชียกำหนดราคาน้ำมันไม่แพ้อุปสงค์–อุปทาน
    บทวิเคราะห์ของมานิช ไวด จากสถาบัน Observer Research Foundation ที่เผยแพร่ผ่าน RT ชี้ว่าความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซและการถอนตัวของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จาก OPEC กำลังสะท้อน “จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง” ของระเบียบตลาดน้ำมันโลก สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะยานขึ้นเหนือระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลชั่วคราว ท่ามกลางความตึงเครียดในฮอร์มุซและข่าวอาบูดาบีออกจาก OPEC ปฏิกิริยาของตลาดบ่งชี้ว่าปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังไม่ได้มีเพียงวัฏจักรราคาน้ำมันตามปกติ แต่สะท้อนการรับรู้ว่า “กฎเก่า” ที่เคยกำกับการไหลเวียนของน้ำมันโลกกำลังเสื่อมอิทธิพลลงอย่างรวดเร็ว

    ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ตลาดน้ำมันดำเนินการภายใต้กรอบสมมติฐานว่า ผู้ผลิตใหญ่ใน OPEC สามารถควบคุมอุปทานผ่านระบบโควตาและกำลังการผลิตสำรอง ขณะที่โลกตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐฯ รับบท “ผู้ค้ำประกันความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือ” ทำให้การส่งผ่านน้ำมันผ่านจุดคอขวดสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซเป็นสิ่งที่ตลาดมองว่าคาดการณ์ได้ แต่วันนี้สมมติฐานดังกล่าวกำลังแตกสลาย การปิดกั้นฮอร์มุซโดยพฤตินัยตั้งแต่เดือนมีนาคม ทำให้การไหลเวียนน้ำมันราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวันที่เคยผ่านจุดนี้หยุดชะงัก องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ถึงขั้นระบุว่านี่คือการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

    ในบริบทใหม่ ตลาดไม่ได้มองแค่ตัวเลขอุปสงค์–อุปทาน แต่รวม “พร็อพไฟล์ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์” เข้าไปในการกำหนดราคา ตั้งแต่ต้นทุนประกันภัยที่เพิ่มขึ้นจากความเสี่ยงสงคราม การเปลี่ยนเส้นทางเรือไปผ่านทะเลแดงและเส้นทางอื่นที่ยาวขึ้น ไปจนถึงโอกาสที่เส้นทางขนส่งหลักอาจหยุดชะงักเป็นเวลานาน โรงกลั่นในเอเชียเริ่มคำนวณต้นทุนใหม่จากการอ้อมเส้นทางผ่านทะเลแดงที่ใช้เวลาเดินเรือยาวนานขึ้นและค่าประกันสูงขึ้น ขณะที่ผู้ผลิตเองต้องยอมรับความจริงใหม่ว่า “ต่อให้มีโควตา แต่ถ้าทางเรือไม่ปลอดภัย โควตาก็ไร้ความหมาย”

    การถอนตัวของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จาก OPEC ถูกวางอยู่ในบริบทนี้ อาบูดาบีลงทุนมหาศาลเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตไปสู่ระดับ 5 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในปี 2027 จากประมาณ 4.85 ล้านบาร์เรลต่อวันในปัจจุบัน แต่ข้อตกลง OPEC+ ทำให้ต้องกดการผลิตจริงให้ต่ำกว่าศักยภาพมาโดยตลอด ทำให้เกิดทั้งความตึงเครียดเชิงพาณิชย์และเชิงยุทธศาสตร์ การก้าวออกจากกรอบ OPEC จึงสะท้อนการเลือกให้ความสำคัญกับ “ความยืดหยุ่นในการผลิต–การเข้าถึงตลาดเอเชียโดยตรง” มากกว่าการรักษาระเบียบโควตาร่วมเดิมที่ไม่ตอบโจทย์ผลประโยชน์ระยะยาวของตน

    ในฝั่งอุปสงค์ อินเดียและผู้นำเข้าในเอเชียกำลังมองหาความสัมพันธ์กับผู้จัดหาที่มีความยืดหยุ่นสูงและอยู่นอกกรอบคาร์เทลแบบเดิม เจ้าหน้าที่อินเดียส่งสัญญาณชัดว่าต้องการทำข้อตกลงน้ำมันระยะยาวกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หลังอาบูดาบีหลุดพ้นจากข้อจำกัดโควตา OPEC ข้อดีชัดเจนคือระยะทางขนส่งใกล้ลงช่วยลดต้นทุน ดีลทวิภาคีเปิดช่องให้กำหนดราคาได้ยืดหยุ่นขึ้น และสามารถหลีกเลี่ยงข้อจำกัดจากระบบคาร์เทลส่วนกลางได้ สำหรับอาบูดาบีเอง นี่ไม่ใช่การหันหลังให้ตลาดโลก แต่เป็นการปรับตำแหน่งตัวเองในภูมิทัศน์พลังงานชุดใหม่ ที่การรักษาความต้องการจากเอเชียระยะยาวผ่านการส่งออกแบบยืดหยุ่น อาจสำคัญกว่าการรักษาภาพลักษณ์ของโครงสร้าง OPEC เดิม #imctnews รายงาน

    https://www.facebook.com/share/1D2mxQ2eRi/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จีนเปิดตัว YJ-20 ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกฐานยิงจากเรือ “นักล่าเรือบรรทุกเครื่องบิน” ที่ออกแบบมาเจาะจงบีบพื้นที่ปฏิบัติการของกองเรือผิวน้ำสหรัฐฯ–พันธมิตร ด้วยจุดเด่นคือระยะยิงไกล ความเร็วไฮเปอร์โซนิก วิถียากต่อการสกัด และแพลตฟอร์มเรือ Type 055 ที่แบก VLS จำนวนมากในคราวเดียว
    สำนักข่าว SCMP รายงานว่า จีนได้เริ่มผลิตขีปนาวุธ YJ-20 หรือ “Eagle Strike-20” ในระดับจำนวนมากอย่างเป็นทางการแล้ว โดยอาวุธชิ้นนี้ถูกออกแบบเป็นขีปนาวุธต่อต้านเรือผิวน้ำความเร็วเหนือเสียงขั้นสูง (Hypersonic) ฐานยิงจากเรือ เป็นหมากสำคัญที่ทำให้กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ถือไพ่เหนือกว่าคู่แข่งในการโจมตีเรือรบ และโดยเฉพาะกองเรือบรรทุกเครื่องบินที่เป็นแกนกลางของอำนาจทางทะเลสหรัฐฯ YJ-20 ถูกพัฒนาให้ยิงจากระบบท่อปล่อยอาวุธแนวตั้ง (Vertical Launch System – VLS) จำนวน 112 ท่อของเรือพิฆาต Type 055 และจากเรือ Type 052D รุ่นปรับปรุง ชูจุดขายคือระยะยิงไกล ความเร็วระดับไฮเปอร์โซนิก และความสามารถหลบการสกัดกั้นได้เกือบสมบูรณ์

    ในเชิงเทคนิค YJ-20 ใช้รูปแบบการบินแบบ “Boost-Glide” คือถูกขับดันขึ้นไปที่ระดับชั้นบรรยากาศตอนบนก่อนจะร่อนด้วยความเร็วสูง โดยใช้โครงสร้างแบบ Biconic body (ทรงกรวยคู่) ความยาวเกือบ 9 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางไม่ถึง 850 มิลลิเมตร เพื่อให้พอดีกับระบบ HT-1 VLS บนเรือรบจีน ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่ามีระยะยิงราว 1,000–1,500 กิโลเมตร และสามารถจมเรือผิวน้ำขนาดใหญ่ รวมถึงเรือบรรทุกเครื่องบินได้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว จากการผสานพลังงานจลน์มหาศาลขณะกระทบเป้าหมายเข้ากับการระเบิดของหัวรบ ความเร็วในช่วงกลางวิถีที่สูงกว่า Mach 6 ทำให้กระสุนสามารถทำระยะ 1,500 กิโลเมตรได้ภายในเวลาราว 10 นาที บีบให้ “หน้าต่างการตอบโต้” ของฝ่ายตรงข้ามแคบลงอย่างรุนแรง

    จุดสำคัญอีกประการคือวิถีการร่อนของ YJ-20 ที่ระดับความสูง 40–60 กิโลเมตร ซึ่งกลายเป็น “ช่องว่าง” ของระบบเตือนภัยล่วงหน้าและระบบป้องกันของสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ ระดับความสูงดังกล่าวอยู่เหนือช่วงที่ Patriot PAC-3 และ SM-6 สามารถสร้างแรงยกควบคุมทิศทางได้เต็มที่ แต่ก็ยังต่ำกว่าระดับที่ SM-3 ถูกออกแบบมาเพื่อสกัดเป้าหมายในนอกชั้นบรรยากาศ ทำให้การวางชั้นป้องกันแบบเดิมของระบบ Aegis สหรัฐฯ ถูกท้าทายอย่างหนัก แม้แต่ระบบ THAAD ซึ่งพัฒนามาเพื่อรับมือเป้าหมายความสูงปลายชั้นบรรยากาศ ก็ยังต้องเจอกับโจทย์ยากจากการร่อนด้วยความเร็วสูงกว่า Mach 6 ก่อนจะดิ่งเข้าสู่เป้าหมายด้วยความเร็วเกิน Mach 10 พร้อมการเคลื่อนที่แบบซิกแซกยากคาดเดา ในมุมของนักวิเคราะห์ตะวันตก YJ-20 จึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มอาวุธที่ “เกือบต้านทานไม่ได้” สำหรับกองเรือผิวน้ำที่อาศัยระบบป้องกันชั้นเดียวเป็นหลัก

    ด้านโครงสร้างระบบอาวุธ YJ-20 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในพิธีสวนสนามวันชัยชนะที่กรุงปักกิ่งเมื่อกันยายนที่ผ่านมา ในฐานะหนึ่งในสมาชิกหลักของตระกูล “Eagle Strike” ร่วมกับรุ่นอื่นอย่าง YJ-15 (ความเร็วเหนือเสียง), YJ-17 (หัวรบ HGV) และ YJ-19 (ขีปนาวุธร่อนไฮเปอร์โซนิก) ทำให้ชุดอาวุธต่อต้านเรือของจีนกลายเป็นคลังแสงที่ถูกประเมินว่า “น่าเกรงขามที่สุดชุดหนึ่งของโลก” ก่อนหน้านี้ นักสังเกตการณ์จำนวนมากเคยเรียกขีปนาวุธรุ่นเรือยิงนี้ผิดว่า YJ-21 กระทั่งพิธีสวนสนามยืนยันชัดเจนว่า YJ-20 คือรุ่นฐานยิงจากเรือ ขณะที่ YJ-21 เป็นรุ่นยิงจากอากาศ (Air-launched) นอกจากนี้ สื่อในเครือ PLA ยังเผยแพร่ภาพการทดสอบยิงจริงจากเรือ Type 055 ลำ “อู๋ซี” เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งถูกมองว่าเป็นหลักไมล์สำคัญที่เปิดทางสู่การผลิตจำนวนมากในปีนี้

    เมื่อมองในภาพใหญ่ การผลัก YJ-20 เข้าสู่สายการผลิตจำนวนมาก ทำให้กองทัพเรือ PLA มีขีดความสามารถในการสร้าง “เขตสังหาร” ต่อกองเรือผิวน้ำของคู่แข่งในระยะไกลอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในทะเลจีนใต้ ทะเลจีนตะวันออก และแนว First–Second Island Chain รายงานของ SCMP สรุปว่า การพัฒนา YJ-20 ไม่ใช่เพียงการเพิ่มอาวุธปลายแถว แต่เป็นการส่งสัญญาณว่าจีนกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำด้านเทคโนโลยีขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกต่อต้านเรือ ซึ่งมีศักยภาพจะเปลี่ยนดุลอำนาจทางทะเลในภูมิภาคอย่างลึกซึ้งในทศวรรษหน้า #imctnews รายงาน

    https://m.facebook.com/story.php?st...r92vn9MKdjl&id=61557037466190&mibextid=ZbWKwL
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ดีลที่จีนต้องจับตา อินเดีย–รัสเซียให้สัตยาบัน RELOS อินเดีย–รัสเซียกำลัง “ล็อกอินฟุตพรินต์ทางทหาร” ของกันและกันในสองสมรภูมิใหญ่: รัสเซียได้ช่องลงมหาสมุทรอินเดีย ส่วนอินเดียได้บันไดขึ้นอาร์กติก–แปซิฟิกเหนือ ผ่านข้อตกลงโลจิสติกส์ RELOS ที่ลึกกว่าดีลอินเดีย–สหรัฐฯ เดิมอย่างชัดเจน
    สำนักข่าว SCMP รายงานว่า การให้สัตยาบันข้อตกลงแลกเปลี่ยนด้านโลจิสติกส์ร่วมกัน (Reciprocal Exchange of Logistics Agreement – RELOS) ระหว่างอินเดียและรัสเซีย กำลังถูกจับตาในฐานะดีลความมั่นคงที่มีนัยทางยุทธศาสตร์ลึกกว่าข้อตกลงลักษณะเดียวกันที่อินเดียเคยทำกับสหรัฐฯ หรือฝรั่งเศส เพราะไม่ใช่แค่การแวะเติมเชื้อเพลิงหรือซ่อมบำรุงเท่านั้น แต่เปิดทางให้ทั้งสองประเทศสามารถวางกำลังจริงในดินแดนของกันและกันได้ ข้อมูลจากพอร์ทัลกฎหมายทางการของรัสเซียระบุว่า ภายใต้ RELOS อินเดียและรัสเซียสามารถส่งเรือรบได้สูงสุด 5 ลำ เครื่องบิน 10 ลำ และกำลังพลรวม 3,000 นาย เข้าประจำการในอาณาเขตของอีกฝ่ายพร้อมกันได้เป็นเวลา 5 ปี และสามารถต่ออายุได้อีก 5 ปี ครอบคลุมการซ้อมรบ การฝึกอบรม และภารกิจด้านมนุษยธรรม ข้อตกลงนี้มีผลบังคับใช้จริงตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา

    แนนดาน อุนนิกฤษนัน นักวิชาการอาวุโสจาก Observer Research Foundation ชี้ว่า จุดต่างสำคัญระหว่าง RELOS กับข้อตกลงโลจิสติกส์ที่อินเดียทำกับชาติตะวันตก คือ “ระดับความลึกของความสัมพันธ์ด้านความมั่นคง” อินเดียและรัสเซียมีประวัติการพึ่งพาอาวุธรัสเซียมายาวนาน ตั้งแต่เครื่องบินขับไล่ ซู-30 เอ็มเคไอ ไปจนถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 และขีปนาวุธร่วมพัฒนาอย่างบรามอส การที่อินเดียเข้าถึงท่าเรือและฐานทัพอากาศของรัสเซียได้โดยตรง จึงช่วยให้การดูแลรักษายุทโธปกรณ์รัสเซียที่ใช้อยู่เป็นจำนวนมากมีประสิทธิภาพขึ้น ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้อินเดียวางกำลังระยะไกล (overseas deployment) ได้ง่ายขึ้น ทั้งในอาร์กติก แปซิฟิกเหนือ และตลอดแนวเส้นทาง Northern Sea Route ที่รัสเซียควบคุม

    สำหรับอินเดียซึ่งเป็นสมาชิกสังเกตการณ์ของสภาอาร์กติก การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานของรัสเซียในแถบขั้วโลกเหนือถูกมองเป็นกุญแจเชิงยุทธศาสตร์ทั้งด้านวิทยาศาสตร์และเศรษฐกิจ การละลายของน้ำแข็งกำลังเปิดเส้นทางเดินเรือใหม่และเพิ่มโอกาสเข้าถึงทรัพยากรพลังงานในอาร์กติก ซึ่งมีผลโดยตรงต่อรูปแบบลมมรสุมและความมั่นคงทางพลังงานของอินเดียในระยะยาว ฝั่งรัสเซียเองก็มีเดิมพันสูงในมหาสมุทรอินเดีย เส้นเลือดใหญ่ของการค้าพลังงานโลก การมีดีลที่เปิดทางเข้าถึงท่าเรือและฐานทัพของอินเดียใน IOR จึงช่วยให้มอสโกเพิ่ม “รอยเท้า” ทางยุทธศาสตร์ในพื้นที่ที่จีนและสหรัฐฯ กำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้น

    แม้รายละเอียดส่วนใหญ่ของข้อตกลงจะถูกเปิดเผยจากฝั่งรัสเซียมากกว่าฝั่งอินเดีย นักวิเคราะห์มองว่านิวเดลีอาจตั้งใจ “ไม่โหมประชาสัมพันธ์” เพื่อหลีกเลี่ยงการส่งสัญญาณผิดให้สหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตก เพราะอินเดียยังยึดนโยบายต่างประเทศแบบหลากหลาย (diversification) แต่การที่ RELOS ถูกผลักให้มีผลบังคับใช้ท่ามกลางสงครามยูเครน สะท้อนระดับความไว้เนื้อเชื่อใจในฐานะ “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ได้รับสิทธิพิเศษ” (Privileged Strategic Partners) ที่ไม่สั่นคลอน แม้อินเดียจะเริ่มเพิ่มสัดส่วนอาวุธตะวันตก แต่ก็ยังเดินหน้าโครงการวิจัยและผลิตร่วมกับรัสเซียอย่างจริงจัง และใช้ดีลนี้เป็นตัวคูณขยายบทบาทของตัวเองจากมหาสมุทรอินเดียขึ้นสู่ภูมิภาคอาร์กติกและเส้นทางเดินเรือใหม่ของโลก #imctnews รายงาน
    https://www.facebook.com/share/p/1DV9EGU4ig/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ดีลป้องกันร่วมซาอุฯ–ปากีสถาน เปิดทาง “อาวุธจีน” ลงสนามฮอร์มุซผ่านปากีสถาน แบบจีนไม่ต้องลั่นไกเอง ทดสอบ JF-17 / J-10C ในวิกฤตอิหร่าน พร้อมสั่นคลอนตลาดเครื่องบินรบตะวันตกในอ่าว
    สำนักข่าว SCMP รายงานว่า การยกระดับบทบาทของปากีสถานในฐานะผู้เล่นหลักด้านความมั่นคงในตะวันออกกลาง ผ่านกรอบความตกลงการป้องกันประเทศร่วมกัน (SMDA) กับซาอุดีอาระเบีย กำลังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เปิดให้ยุทโธปกรณ์จากจีนมีโอกาส “ลงสนามจริง” ในหนึ่งในพื้นที่ขัดแย้งที่ถูกจับตามองมากที่สุดในโลก โดยไม่จำเป็นต้องให้ปักกิ่งเข้าไปเป็นคู่สงครามโดยตรง เมื่อวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมซาอุฯ ได้ประกาศการมาถึงของกองกำลังทางอากาศปากีสถาน ณ ฐานทัพอากาศ King Abdulaziz พร้อมเครื่องบินขับไล่และเครื่องบินสนับสนุน เพื่อยกระดับความพร้อมรบและรักษาเสถียรภาพในช่วงสงครามอิหร่าน นักวิเคราะห์มองว่านี่คือ “การเปลี่ยนผ่านเชิงคุณภาพ” ที่ทำให้ปากีสถานไม่ใช่แค่ผู้รับเงินช่วยเหลือจากกลุ่มประเทศอ่าวอีกต่อไป แต่กลายเป็นผู้ให้บริการความมั่นคงที่ตอบสนองได้ฉับไว

    ประเด็นที่น่าจับตาคือ โครงสร้างยุทโธปกรณ์ของปากีสถานระหว่างปี 2021–2025 กว่า 80% มีต้นกำเนิดจากจีน โดยเฉพาะเครื่องบินขับไล่ JF-17 Block III ซึ่งเป็นรุ่นทันสมัยที่สุดที่ปากีสถานพัฒนาร่วมกับจีน ตลอดจนเครื่องบิน J-10C ที่ติดตั้งเรดาร์ AESA และขีปนาวุธอากาศสู่อากาศพิสัยไกล PL-15 การที่แพลตฟอร์มเหล่านี้เข้าไปปฏิบัติการในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซและน่านฟ้าเหนือโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของราชอาณาจักรซาอุฯ ถือเป็น “การตลาดเชิงรุก” ชั้นดีให้กับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจีน เพราะทำให้กลุ่มประเทศอ่าวได้เห็นศักยภาพของอาวุธจีนในบริบทวิกฤตจริง โดยตัวจีนเองไม่ต้องส่งทหารหรือเครื่องบินเข้าไปประจำการโดยตรง

    ลิเซล็อตต์ ออดการ์ด จาก Hudson Institute ชี้ว่า ปากีสถานกำลังทำหน้าที่เป็น “หน้าด่านปฏิบัติการ” ให้กับระบบป้องกันประเทศของจีน ซึ่งมีผลสำคัญต่อการทลายภาพจำเดิมของประเทศอ่าวที่มองว่าอาวุธจีนยัง “ไม่ผ่านสนามรบจริง” รายงานยังระบุว่าซาอุดีอาระเบียกำลังเจรจากับปากีสถานเพื่อแปลงหนี้เงินกู้มูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐให้กลายเป็นดีลจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ JF-17 หากข้อตกลงนี้บรรลุ จะเป็นการบุกตลาดที่เคยถูกผูกขาดมายาวนานโดย F-16, F-15, F-35 หรือ Rafale จากสหรัฐฯ และยุโรป ส่งผลให้จีนมี “ทางอ้อม” ในการเจาะเข้าสู่ตลาดยุทธปัจจัยระดับสูงของอ่าวเปอร์เซีย โดยใช้ปากีสถานเป็นผู้เล่นหลักในแนวหน้า

    แม้ในระยะสั้นยุทโธปกรณ์จากจีนที่ปากีสถานนำไปใช้ยังไม่ได้ก้าวขึ้นมาแทนที่บทบาทหลักของเครื่องบินรบตะวันตกอย่าง F-15 หรือ F-35 ในกองทัพอากาศประเทศอ่าวทันที แต่ศักยภาพของปากีสถานในการบูรณาการฝูงบินผสม ทั้ง F-16, Mirage และ JF-17 ทำให้อาวุธจีนสามารถทำหน้าที่เป็น “ตัวทวีคูณกำลัง” (Force Multiplier) ที่ช่วยเสริมการป้องกันโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การลาดตระเวน และการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่เสี่ยงสูง ยุทธศาสตร์นี้ไม่เพียงช่วยให้จีนได้รับข้อมูลการปฏิบัติงานจริงสำหรับการพัฒนาและปรับแต่งระบบยุทโธปกรณ์ในอนาคต แต่ยังช่วยขยายอิทธิพลเชิงยุทธศาสตร์ของปักกิ่งไปทางตะวันตกของภูมิภาคอินโด–แปซิฟิกอย่างเงียบเชียบ ผ่าน “แขนขา” อย่างปากีสถานที่กำลังถูกผลักขึ้นมาเป็นผู้เล่นความมั่นคงแนวหน้าของโลกอาหรับ #imctnews รายงาน

    https://www.facebook.com/share/p/1BerjpZ3ri/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ปานามาระอุ สหรัฐฯกำลังใช้ปานามาเป็น “ฐานฝึกทหาร–เสริมกำลังในลาตินอเมริกา” ภายใต้นโยบายความเป็นใหญ่ของอเมริกาในซีกโลกตะวันตก กองทัพสหรัฐฯ ได้ฟื้นฟูโรงเรียนฝึกรบในป่าดิบชื้นในปานามาขึ้นมาอีกครั้งหลังจากระงับไปนานถึง 25 ปี –ขยายการปฏิบัติการทั่วลาตินอเมริกา ท่ามกลางคำขู่ “ทวงคืนคลองปานามา” ที่ทำให้ทั้งภูมิภาคหวั่นถูกลากเป็นสมรภูมิรอบใหม่
    สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า สหรัฐอเมริกากำลังแสดงแสนยานุภาพทางทหารในปานามาอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ท่ามกลางความตึงเครียดที่ปะทุขึ้นทั่วลาตินอเมริกา ภายใต้นโยบาย “ความเป็นใหญ่ของอเมริกา” ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเดินหน้าเสริมกำลังทหารครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ภูมิภาค กองทัพสหรัฐฯ ใช้ภูมิประเทศป่าดิบชื้นที่เต็มไปด้วยงูพิษ งูเหลือม และแมลงกัดต่อยของปานามาเป็นสนามฝึกหลัก ฟื้นโรงเรียนฝึกรบในป่าที่ถูกระงับไปนาน 25 ปี กลับมาเป็นหลักสูตรเอาตัวรอด การอพยพทางการแพทย์ และการลาดตระเวนสำหรับทหารบก ทหารเรือ และนาวิกโยธิน ยิ่งมีน้ำหนักทางยุทธศาสตร์เมื่อทรัมป์ส่งสัญญาณพร้อมโจมตีหัวหน้ากลุ่มค้ายาเม็กซิโก และพิจารณาทลายระบบป้องกันของคิวบา หลังประสบความสำเร็จในการนำตัวนีกโกลัส มาดูโร ออกจากเวเนซุเอลาเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

    ภารกิจในปานามาเป็นการฝึกร่วมกับกองกำลังท้องถิ่น เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการรบในป่าดิบชื้น ขณะที่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงที่ทรัมป์ประกาศปลายปีก่อนระบุชัดว่าเป้าหมายคือการสร้าง “ความเป็นใหญ่ของอเมริกาในซีกโลกตะวันตก” เขาเสนอทั้งแนวคิดโจมตีห้องแล็บผลิตยาเสพติด ผลักดันการเปลี่ยนระบอบการปกครองในคิวบา และ “พิจารณาการใช้กำลัง” เพื่อยึดคืนคลองปานามา อลัน แมคเฟอร์สัน นักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเทมเปิลมองว่าการฟื้นโรงเรียนฝึกในป่าเป็นส่วนหนึ่งของ “ลัทธิมอนโรฉบับทรัมป์” ที่ใช้การขู่ทางทหาร การบีบทางเศรษฐกิจ และแรงกดดันทางการทูต เพื่อให้รัฐบาลในลาตินอเมริกายอมสยบต่อวาระของวอชิงตัน

    ในระดับโครงสร้าง ทรัมป์ได้สั่งให้เสริมกำลังทางทหารในลาตินอเมริกาอย่างกว้างขวาง เป้าหมายคือการประกันการเข้าถึงทรัพยากรยุทธศาสตร์อย่างน้ำมัน ลิเธียม และแร่ธาตุหายาก ปกป้องเส้นทางเดินเรือ ต่อสู้กับแก๊งค้ายา ยับยั้งการย้ายถิ่นผิดกฎหมาย และตอบโต้การขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาคตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา นอกเหนือจากปานามา รัฐบาลทรัมป์ยังลงนามข้อตกลงเนรเทศกับเอลซัลวาดอร์ และขยายปฏิบัติการทางทหารในปารากวัย นับตั้งแต่เดือนกันยายน โดรนและเครื่องบินรบสหรัฐฯ ได้โจมตีเรือขนาดเล็กหลายสิบลำในทะเลแคริบเบียนโดยอ้างว่าขนส่งยาเสพติด ทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 200 คน

    แนวรุกของวอชิงตันขยายไปถึงเอกวาดอร์และเม็กซิโก ในเดือนมีนาคม กองกำลังสหรัฐฯ สนับสนุนเอกวาดอร์ทิ้งระเบิดค่ายค้ายาใกล้ชายแดนโคลอมเบีย และเดือนต่อมาประธานาธิบดีดาเนียล โนโบอา ระบุว่าเขาพร้อมต้อนรับทหารสหรัฐฯ เพื่อช่วยสู้กับแก๊งค้ายาเสพติด ขณะที่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์ตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการต่อผู้ว่าการรัฐซินาลัวของเม็กซิโกในข้อหาสมคบคิดกับกลุ่มค้ายา กดดันให้ประธานาธิบดีเคลาเดีย เชนบอม ต้องเลือกระหว่างยอมทำตามข้อเรียกร้องของทรัมป์ หรือยืนหยัดปกป้องอธิปไตยของเม็กซิโก แม้ความสนใจด้านการทหารของทรัมป์จะหันไปยังอิหร่านนับตั้งแต่สั่งโจมตีปลายเดือนกุมภาพันธ์ แต่แนวรุกในลาตินอเมริกายังคงเดินหน้า ทั้งการเปิดการสอบสวนผู้นำคอมมิวนิสต์คิวบาในคดีอาชญากรรมยาเสพติด และการตรวจสอบผู้นำฝ่ายซ้ายอย่างกุสตาโว เปโตร ในโคลอมเบีย

    พันเอกคีธ เบเนดิกต์ หัวหน้าการฝึกของกองทัพบกสหรัฐฯ ระบุว่า เป้าหมายหลักของการฝึกในปานามาคือการป้องกันมาตุภูมิและซีกโลกตะวันตก เขาเผยว่าในการฝึกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ทหารสหรัฐฯ และปานามาร่วมฝึกทักษะการเอาตัวรอดและการใช้อาวุธในป่าด้วยกัน แต่สำหรับชาวปานามาและประเทศเพื่อนบ้าน ความทรงจำจากการรุกรานเมื่อ 37 ปีก่อนยังไม่เลือน เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้จอร์จ เอช.ดับเบิลยู. บุช ใช้ปฏิบัติการทางทหารจับมานูเอล โนรีเอกา และทำให้พลเรือนปานามาเสียชีวิตจำนวนมาก ทำให้คำขู่ของทรัมป์ที่จะ “ยึดคลองปานามาคืน” โดยอ้างว่าจีนควบคุมเส้นทางน้ำนี้ กลายเป็นระเบิดเวลาในทางการเมือง

    เควิน มารีโน คาเบรรา เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำปานามา ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ ระบุว่างานของเขาคือการทำให้วาระของทรัมป์กลายเป็นผลปฏิบัติจริง ฟรัง อาเบรโก รัฐมนตรีความมั่นคงของปานามายืนยันว่าประเทศจะไม่ยอมเสียอธิปไตยเหนือคลอง แต่ก็ยอมรับว่าความร่วมมือกับสหรัฐฯ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน เนื่องจากกว่า 75% ของสินค้าที่ผ่านคลองโยงกับการนำเข้า–ส่งออกของสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี นักกิจกรรมอย่างโฮเซ กอนซาเลซ และผู้นำฝ่ายค้านริการ์โด ลอมบานา เตือนว่าการยอมให้สหรัฐฯ ขยายฐานทัพในประเทศและเดินตามข้อเรียกร้องของทรัมป์มากเกินไปกำลังทำให้ปานามาเสี่ยงเสียอธิปไตย และอาจถูกดึงเข้าสู่ความไม่แน่นอนจากนโยบายที่เปลี่ยนทิศได้ตลอดเวลา ผลสำรวจชี้ว่าชาวปานามากว่า 70% เชื่อว่าคำขู่ยึดคลองของทรัมป์ “อาจเกิดขึ้นจริง” และ 83% ยืนยันว่าคลองปานามาควรอยู่ในมือของปานามาต่อไป ไม่ใช่ของวอชิงตันหรือมหาอำนาจใด #imctnews รายงาน

    https://www.facebook.com/share/p/1LZfktGwzU/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    นายกฯ ลงนาม พ.ร.ก.กู้เงินฯ แล้ว
    ยันทุกอย่างต้องโปร่งใสตรวจสอบได้
    เงินกู้นี้ทุกบาททุกสตางค์ ผมต้องกำกับดูแลไม่ให้มีการใช้ผิดประเภท
    ให้คำมั่นสัญญาใช้งบให้เกิดประโยชน์กับประชาชน BTimes


    May 7, 2026 กู้แล้วจ้า! นายกฯ อนุทิน ลงนาม พ.ร.ก.กู้เงินฯ แล้ว ยันทุกอย่างต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ ยันกำกับดูแลไม่ให้มีการใช้ผิดประเภท ให้คำมั่นสัญญาเฝ้าระวังใช้งบช่วยเหลือประชาชน

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการออกร่าง พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศว่า ได้ลงนามร่าง พ.ร.ก.กู้เรียบร้อยแล้ว จากนั้นจะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะมีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน โดยเรื่องที่เข้ามาต้องผ่านการกลั่นกรองจากปลัดกระทรวงการคลังและต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการออก พ.ร.ก. กู้เงิน และถือว่าเงินกู้จำนวนนี้อยู่ในความรับผิดชอบของตนในฐานะนายกรัฐมนตรี

    "ผมเป็นหัวหน้ารัฐบาลที่เพิ่งลงนามใน พ.ร.ก. เพราะฉะนั้นเงินกู้นี้ทุกบาททุกสตางค์ ผมต้องกำกับดูแลไม่ให้มีการใช้ผิดประเภท ไม่ให้มีการรั่วไหลใดๆเลย ต้องขอให้เชื่อ เป็นสิ่งที่ในชีวิตต้องทำ และมีความยินดี มีความเต็มใจ มีความรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ทำ เพราะฉะนั้น 400,000 ล้านบาทนี้ ขอให้คำมั่นสัญญาเลยว่า ผมและคณะรัฐมนตรีทุกท่าน จะเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดไม่ให้หลุดไปแม้แต่สตางค์แดงเดียว ไม่ให้กระเด็นแม้แต่เก๊เดียว ที่จะหลุดไปในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ทุกอย่างต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ ต้องไม่มีเกี้ยเซียะและเพื่อประชาชนเท่านั้น"นายอนุทิน กล่าว

    สิ่งที่เป็นภาระจริงๆของรัฐบาลคือดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งเราได้ดอกเบี้ยต่ำมาก เนื่องจากการกู้เงินครั้งนี้ เรากู้เงินในสกุลเงินบาทเท่านั้น เพราะฉะนั้นความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไม่มีเลย เพดานเงินกู้ก็ไม่ต้องขยาย และเป็นการช่วยให้เกิดสภาพคล่อง ทั้งของสถาบันการเงินที่สามารถปล่อยเงินให้รัฐบาลกู้ โดยเงินที่รัฐบาลกู้ไม่เป็นหนี้เสีย (NPL) แน่นอน และไม่ต้องไปสำรองความเสี่ยงอะไรมากมาย

    #นายกฯอนุทิน #พรก.กู้เงิน #ลงทุน #เศรษฐกิจ #งบประมาณ #กู้เงิน #BTimes
    https://www.facebook.com/share/1Gxwzc2qfS/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้านต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งราคาพลังงานที่ยังผันผวน ต้นทุนสินค้าที่อยู่ในระดับสูง และกำลังซื้อของประชาชนที่ยังเปราะบาง การออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาทของรัฐบาล เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานและเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ จึงเป็นมาตรการสำคัญที่อาจช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น พร้อมวางรากฐานใหม่ให้ประเทศในระยะยาวได้

    อย่างไรก็ตาม บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) ชี้ว่า เงินกู้ก้อนใหญ่ครั้งนี้มาพร้อมโจทย์เชิงนโยบายที่ซับซ้อน โดยเฉพาะงบ 200,000 ล้านบาทในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” หรือคนละครึ่งพลัส ซึ่งอาจช่วยเติมสภาพคล่องให้ครัวเรือน กระตุ้นการจับจ่าย และหนุนยอดขายกลุ่มค้าปลีกในระยะสั้น

    แต่ในอีกด้านหนึ่ง การอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจท่ามกลางต้นทุนพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง อาจเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเผชิญความท้าทายในการดูแลเสถียรภาพราคาและการประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ท่ามกลางความเสี่ยงของภาวะ Stagflation

    ขณะเดียวกัน เงินอีก 200,000 ล้านบาทที่ถูกจัดสรรเพื่อปรับโครงสร้างพลังงานระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นโซลาร์รูฟท็อป รถยนต์ไฟฟ้า สถานีชาร์จ คาร์บอนเครดิต และการพัฒนาทักษะแรงงานด้านพลังงานใหม่ อาจกลายเป็นแรงส่งสำคัญต่อหุ้นและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด นิคมอุตสาหกรรม และโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่

    แม้ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจจากงบลงทุนด้านพลังงานอาจยังไม่ปรากฏชัดในระยะสั้น แต่หากรัฐสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ มาตรการนี้อาจช่วยลดต้นทุนพลังงานของครัวเรือนและภาคธุรกิจอย่างถาวร พร้อมยกระดับความมั่นคงทางพลังงาน และเสริมฐานการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้

    อ่านต่อใน Comment ด้านล่าง

    อ่านต่อที่: https://www.amarintv.com/spotlight/economy/545254

    #ไทยช่วยไทยพลัส #คนละครึ่งพลัส #เงินเฟ้อ #Stagflation #พลังงานสะอาด #SPOTLIGHT #Biz1 #เศรษฐกิจ
    https://www.facebook.com/1000680941...KysLaHB4LbswockiDRiMgUJknN3l/?mibextid=NOb6eG
     

แชร์หน้านี้

Loading...