เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 29 เมษายน 2026.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,287
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,106
    ค่าพลัง:
    +26,911
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,287
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,106
    ค่าพลัง:
    +26,911
    วันนี้ตรงกับวันอังคารที่ ๒๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ กระผม/อาตมภาพและคณะออกเดินทางไปจังหวัดจันทบุรีตั้งแต่ตี ๓ เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าต้องแวะถึงสองแห่ง ก็คืออำเภอเขาคิชฌกูฏและอำเภอท่าใหม่ ที่อำเภอเขาคิชฌกูฏนั้นก็คือบ้านของหลวงลุงสุนทร (พระสุนทร สุธมฺมสุเมโธ) ซึ่งเป็นพระรุ่นน้อง บวชที่วัดท่าซุงมาด้วยกัน และเคยทำงานร่วมกันอย่างเข้าขาเป็นอย่างยิ่ง

    ตั้งแต่ท่านชวนไปบ้านครั้งแรกเมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้ว กระผม/อาตมภาพก็ต้องไปเป็นประจำทุกปี สืบเนื่องจากบ้านหลังที่สองที่อำเภอท่าใหม่ ซึ่งความจริงก่อนหน้านั้นก็คือที่บ้านบางกะจะ แต่ด้วยความที่ว่าเจ้าของบ้านที่บางกะจะเสียชีวิตแล้ว ลูกชายจึงนิมนต์ให้ไปที่บ้านท่าใหม่แทน

    ที่บ้านหลวงลุงสุนทรนั้นอยู่เส้นทางเดียวกับการเข้าสู่กระทิงคันทรี่รีสอร์ท แต่ว่าเมื่อถึงหัวโค้งจะเจอกับสวนผลไม้และบ้านของหลวงลุงสุนทรเลย ซึ่งปัจจุบันนี้ ป้านิด (ม.ร.ว.จินตนา นวรัตน) ซึ่งเป็นอดีตภรรยาของหลวงลุงสุนทรนั้นอาศัยอยู่ที่นี่ ความจริงก่อนหน้านี้ กระผม/อาตมภาพเรียกท่านว่า "ป้าหญิง" ตามฐานันดรศักดิ์ แต่ท่านบอกว่าให้ถือว่าท่านเป็นสามัญชนเถอะ เพราะว่าแต่งงานกับหลวงลุงสุนทรที่เป็นคนธรรมดา จึงให้เรียกชื่อเล่นว่า "ป้านิด" แทน ซึ่งปีนี้
    "ป้านิด" ก็อายุ ๙๐ กว่าปีแล้ว

    ส่วนหลวงลุงสุนทรก็อายุถึง ๙๘ ปี เพียงแต่ว่าหลวงลุงนั้นยังอยู่ที่วัดท่าซุง ตอนนี้ก็เดินเหินไม่ค่อยสะดวกตามประสาคนแก่อายุเกือบ ๑๐๐ ปี ส่วน
    "ป้านิด" นั้นดวงตาเป็นต้อแล้วรักษาไม่ทัน ปัจจุบันนี้มองอะไรไม่เห็น ใช้วิธีจำเสียงเอาว่าเป็นใครบ้าง แต่ว่าสามารถทำอะไรต่อมิอะไรในบ้านของตนเองได้ เพราะมีความเคยชินว่าแต่ละสถานที่นั้นอยู่ที่ใดบ้าง

    กระผม/อาตมภาพนั้น ถ้าหากว่ามาที่บ้านของ
    "ป้านิด" ก็จะมาแบบไม่บอกไม่กล่าว เนื่องเพราะว่าถ้าขืนมีการบอกกล่าวล่วงหน้า ก็จะมีการเตรียมผลไม้ต่าง ๆ ในสวนเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน มังคุด หรือว่าลองกอง จนกระทั่งไม่มีรถที่จะขนไป จึงต้องใช้วิธีจู่โจมมาแบบไม่บอกไม่กล่าว มาถึงก็ต้องทักทายบรรดาหมาเฝ้าสวน ซึ่งค่อนข้างจะดุไว้ก่อน ในช่วงที่หมาเห่า เจ้าของบ้านก็จะรู้แล้วว่ากระผม/อาตมภาพมาถึง..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,287
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,106
    ค่าพลัง:
    +26,911
    ครั้นเมื่อถามไถ่สารทุกข์สุกดิบและรับเลี้ยงผลไม้จาก "ป้านิด" และลูก ๆ แล้ว ก็รับการทำบุญถวายสังฆทาน ซึ่งถ้าก่อนหน้านั้นก็จะมีการตอบปัญหาธรรมต่าง ๆ ด้วย แต่ว่าในปัจจุบันนี้ ต้องบอกว่า "ป้านิด" นั้นมีอารมณ์ใจที่ทรงตัวมั่นคงแล้ว เรื่องปัญหาความสงสัยต่าง ๆ จึงไม่มี ปัญหาไปตกอยู่ที่ลูกชายลูกสะใภ้เสียมากกว่า ที่มากังวลกับสภาวะสงคราม แล้วก็ถามว่า "สงครามใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อไร ?" กระผม/อาตมภาพก็ยังขำอยู่ บอกว่า "เกิดขึ้นมาตั้งนานแล้ว ไม่รู้ตัวเลยหรือไร ?" อีกฝ่ายถึงได้หัวเราะแก้เก้อ

    เมื่อคุยกันจนหายคิดถึงแล้ว กระผม/อาตมภาพก็ขอตัวเดินทางไปยังตำบลพลอยแหวน อำเภอท่าใหม่ ซึ่งเป็นบ้านของคุณกอปรกฤต บุญรังษี ลูกชายของคุณเชิญ บุญรังษี ซึ่งก่อนหน้านี้นั้น คุณเชิญก็คือเพื่อนสนิทของหลวงลุงสุนทร เป็นผู้ปฏิบัติธรรมแบบเอาจริงเอาจังมานานมาก แล้วก็ติดอยู่ถึง ๓๐ กว่าปี ไม่สามารถที่จะมีความก้าวหน้าได้

    เมื่อหลวงลุงสุนทรชวนกระผม/อาตมภาพมายังอำเภอเขาคิชฌกูฏ ซึ่งตอนนั้นยังเป็นกิ่งอำเภออยู่ บอกว่าจะมาเยี่ยมเพื่อน ก็คือคุณเชิญ บุญรังษีนี้ด้วย กระผม/อาตมภาพจึงต้องตามไปยังบ้านของคุณเชิญที่ตำบลบางกะจะ ซึ่งในบริเวณตำบลนี้ทั้งหมด เป็นแหล่งทำพลอยมีชื่อเสียงของจังหวัดจันทบุรี ไม่ว่าบ้านไหนก็ตาม เดินผ่านไปก็จะมีพลอยมาเสนอขายให้ ซึ่งราคาในสมัยนั้นก็ไม่ได้แพงมากมายอะไรนัก

    เมื่อคุณเชิญสอบถามปัญหาที่ตนเองปฏิบัติแล้วก้าวผ่านไม่ได้ หลวงลุงสุนทรบอกว่า "ถามหลวงพี่ของผมดีกว่า หลวงพี่ท่านเก่งกว่า" บังเอิญว่ากระผม/อาตมภาพสามารถตอบ และแก้ปัญหาที่คุณเชิญติดอยู่ได้ จึงทำให้ท่านดีอกดีใจเป็นอย่างยิ่ง ออกปากว่าขอนิมนต์มาจันทบุรีทุกปี

    โดยเฉพาะถึงท่านตายไปแล้วก็จะให้ลูกหลานนิมนต์ต่อไป จึงเป็นภารกิจที่ในแต่ละปี กระผม/อาตมภาพจะต้องมายังบ้านสองแห่งนี้ ก็คือเยี่ยมเยือนบุคคลที่คุ้นเคยอย่างหนึ่ง และมาตามที่เจ้าภาพนิมนต์อย่างหนึ่ง จนกระทั่งคุณเชิญ บุญรังษี เสียชีวิตลง คุณตี๋หรือคุณกอปรกฤต บุญรังษี ลูกชาย ก็บอกว่านิมนต์ไปที่บ้านของตนเองดีกว่า ถ้าเป็นบ้านพ่อก็ต้องเสียเวลามาทำความสะอาดกันขนานใหญ่ เพราะว่าไม่มีใครอยู่แล้ว ดังนั้น..ตั้งแต่ตอนนั้นก็มีการย้ายมายังบ้านของคุณกอปรกฤต ที่ตำบลพลอยแหวน อำเภอท่าใหม่นี้แทน

    โดยที่ทางด้านคุณกอปรกฤต หรือคุณตี๋ ก็จะบอกกล่าวกับญาติพี่น้องของตนเอง ตลอดจนกระทั่งเพื่อนฝูง ให้มาร่วมถวายภัตตาหารเพล และถามปัญหาธรรม ซึ่งวันนี้ปัญหาที่ถามนั้น กระผม/อาตมภาพเองได้ฟังแล้วก็ต้องถอนใจ เพราะว่าอยู่ในลักษณะที่เผชิญหน้ากับผู้มีอิทธิพล โดยที่ทำให้เขาเสียชื่อเสียง เนื่องเพราะว่าไปขยายความจริงที่เขาทำไม่ดีไม่งามเอาไว้ ทำให้อีกฝ่ายกดดัน จนกระทั่งหาทางออกไม่ได้

    เพียงแต่ว่าคำถามที่ถามมาแล้วกระผม/อาตมภาพต้องถอนใจก็คือ "เขาจะรู้หรือเปล่าว่าหนูรู้ว่าเขาเป็นอย่างนั้น ?" กระผม/อาตมภาพได้ฟังแล้วก็ได้แต่คิดว่า คำถามประเภท "ถอดกางเกงผายลม" แบบนี้ก็เอามาถามได้ด้วย จึงใช้วิธีเงียบให้หมดเรื่องหมดราวกันไป..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,287
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,106
    ค่าพลัง:
    +26,911
    จนกระทั่งเมื่อครอบครัวของคุณตี๋มาแล้ว ปรากฏว่ารุ่นลูก ๆ หรือว่าหลานของคุณเชิญนั้น วันนี้มีมาแต่ "น้องใบไผ่"คนเดียว ส่วน "น้องใยแก้ว" ซึ่งปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนหนังสืออยู่ในมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ ไม่สามารถปลีกตัวมาได้ ไม่อย่างนั้นแล้ว "น้องใยแก้ว" ก็จะมีสารพันปัญหา เกี่ยวกับการเรียนการสอน งานวิจัย ตลอดจนกระทั่งวิธีกรรมวิธีการต่าง ๆ ที่จะสอนให้เด็กเข้าใจง่ายมาถามอยู่เสมอ

    ส่วน "น้องใบไผ่" นั้น มีกิจการของตัวเอง ที่ทำบรรดาข้าวของต่าง ๆ ขายออนไลน์มาตั้งแต่ต้น จนสามารถตียี่ห้อ "ใบไผ่" ของตัวเองมาหลายปีแล้ว ที่เป็นที่น่าเสียดายก็คือว่าเด็กทั้งสองคนดูท่าว่าจะครองตัวเป็นโสด ไม่แต่งงานเป็นแน่แท้ ในเมื่อเป็นเช่นนั้นก็แปลว่า ที่คุณเชิญบอกว่าถ้าตนเองตายแล้วก็จะให้ลูกหลานนิมนต์ต่อ ดูท่าจะขาดช่วงลงตรงช่วงของ "น้องใยแก้ว" และ "น้องใบไผ่" นี่เอง เพราะถ้าสิ้นทั้งสองคนแล้ว ก็คงจะหาคนนิมนต์ต่อไม่ได้..!

    หลังจากที่ฉันภัตตาหารเพล และรับเอาทุเรียนขึ้นมาเต็มรถ จนกระทั่งกลายเป็นรถกลิ่นทุเรียนแทบจะเป็นลมตายกันแล้ว..! ก็ได้ขออนุญาตเดินทางกลับ ซึ่งในช่วงของการเดินทางกลับนั้น ปรากฏว่ามีปัญหาการจราจรที่หนักมาก บริเวณด่านเก็บเงินค่าทางด่วน เหตุก็เพราะว่าทางขวามือซึ่งมีช่อง M-Pass อยู่สามช่องนั้น ดันมีช่องเก็บเงินสดขวางอยู่หนึ่งช่อง ทำให้รถที่จะเข้า M-Pass ก็เข้าไม่ได้ เพราะว่าไปติดรถที่เข้าช่องเงินสด ซึ่งความจริง ถ้าตัดช่องเงินสดช่องนั้นเป็นช่อง M-Pass หรือไม่ก็ปิดทิ้งไปเลย ก็ไม่ต้องมาติดยาวเหยียดเป็นกิโลเมตรในลักษณะอย่างนี้..!

    ไม่ทราบเหมือนกันว่าท่านผู้มีอำนาจมองเห็นปัญหาตรงจุดนี้หรือเปล่า ? ว่าการที่ท่านได้ขยายช่องเก็บเงินสดขึ้น ไม่ทราบว่าเพื่อให้ทุจริตง่ายขึ้นหรืออย่างไร ? จึงทำให้ช่อง M-Pass ที่ควรจะไปได้สะดวกนั้น ไม่สามารถที่จะเข้าไปได้ เพราะว่าไปติดช่องเงินสดที่เข้าแถวกันยาวเหยียด แล้วเราเองถ้าหากว่าขอผ่านไม่ได้ ก็ต้องหลุดไปเข้าช่องเงินสดด้วย..!

    น่าจะเป็นวิธีการหาเงินของเขา เพราะว่าถ้าเป็นช่องอัตโนมัติทั้งหมด ก็ไม่สามารถที่จะหาเงินเข้ากระเป๋าได้ แต่ถ้าหากว่าเป็นช่องเงินสด เขาไม่ส่งบิลให้เรากี่ใบ เขาก็กำไรเท่านั้น เนื่องเพราะว่าการส่งยอดเงินนั้น ส่งตามต้นขั้วบิลที่ตนเองได้ฉีกไป ในเมื่อเป็นเช่นนั้น จึงกลายเป็นแหล่งทุจริตที่ดีที่สุด..!

    ถ้าถามว่าดีขนาดไหน ? กระผม/อาตมภาพมีคนรู้จักคนหนึ่ง บอกว่ามีหนี้อยู่ ๔ แสนบาท ลูกสาวอาศัยเส้นเข้าไปทำหน้าที่พนักงานช่องเก็บเงินสดแค่ ๖ เดือน สามารถใช้หนี้ได้หมดเกลี้ยง..! กระผม/อาตมภาพได้ยินแล้วยังใจหาย เนื่องเพราะว่ารับมาแล้วไม่ใช่เข้ากระเป๋าคนเดียว หากแต่ว่าต้องมีการแบ่งปันตามลำดับชั้น ขนาดนั้นยังสามารถใช้หนี้ ๔ แสนบาทได้ภายใน ๖ เดือน..!

    เราท่านทั้งหลายลองคิดดูก็แล้วกันว่า การคอรัปชั่นนั้นจะดุเดือดขนาดไหน ? แต่ก็อย่างว่าแหละ..บ้านเรานั้นไม่ว่าอะไรก็สามารถที่จะโกงกันได้ทั้งหมด วิธีการที่จะไม่โกงก็มี ต่อให้เดินทางไปดูงานมากี่ประเทศก็ตาม แต่ว่าไม่เอามาใช้ เนื่องเพราะว่าหาเงินเข้ากระเป๋าตนเองไม่ได้ ก็ต้องใช้วิธีที่หาเงินเข้ากระเป๋าตนเองได้ แต่สร้างความเดือดร้อนให้กับบุคคลที่เดินทาง ในลักษณะที่กระผม/อาตมภาพเจอมานี่เอง..!

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอังคารที่ ๒๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...